Psittacine beak and feather disease (PBFD) โรคจงอยปากและขนจากเชื้อไวรัสในนกแก้ว เป็นอย่างไรกันแน่?

69 จำนวนผู้เข้าชม  |  knowledge

Psittacine beak and feather disease (PBFD) โรคจงอยปากและขนจากเชื้อไวรัสในนกแก้ว เป็นอย่างไรกันแน่?

Psittacine beak and feather disease (PBFD)

โรคจงอยปากและขนจากเชื้อไวรัสในนกแก้ว เป็นอย่างไรกันแน่?

โดย ผศ.น.สพ.ดร.สมโภชน์ วีระกุล (หมอแก้ว)

ลิขสิทธิ์คลินิกออนไลน์สำหรับสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษ

www.epofclinic.com

เกิดจากเชื้อไวรัส Circovirus เป็น single DNA พบว่ามีหลายชนิด ที่ก่อโรครุนแรงคือ PBFD-1 ทำให้เกิดโรคในกลุ่มนกแก้วเป็นหลัก  พบรายงานเริ่มแรกในนกกระตั้ว จึงพบว่าโดยเฉพาะในแถบ South Pacific จะพบมากกว่าที่อื่น และกระจายไปในแถบเอเชีย ขณะที่นกท้องถิ่นของอเมริกาพบการติดเชื้อได้น้อยกว่าบางคนจึงมักมีคำถามว่ามีแต่นกกระตั้วเท่านั้นเหรอที่เกิดโรคนี้ได้ เพราะมีอาการชัดเจน แท้จริงแล้วนกที่ไวมีมาก เช่น กาลาห์ กระตั้วมอลัคคัลและหงอนเหลืองหรือซัลเฟอร์ รวมไปถึงนกอัฟริกัน เช่น อัฟริกันเกรย์ และมีความเสี่ยงในนกแก้วมากกว่า 30 ชนิด และพบการติดเชื้อในนกนอกกลุ่มนกแก้ว เช่น นกพิราบขณะที่พบเชื้อในกลุ่มนกแก้วจากแถบอเมริกาเพิ่มขึ้น


อาการที่ปรากฏมีความหลากหลาย แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังเข้าใจว่าโรคนี้มีรูปแบบเดียว คือต้องมีขนผิดปกติ และอาจพบปากและเล็บผิดปกติ บ้างก็เป็นเรื้อรัง บ้างก็ตายไวโดยแสดงอาการเล็กน้อย ดังนั้นจึงไม่เคยทราบเลยว่าหลายตัวที่ตายตั้งแต่อายุยังน้อยนั้นมีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้


การแบ่งกลุ่มอาการนกป่วยเป็น 4 รูปแบบ

1.     แบบเฉียบพลันมาก (peracute form) จะพบในนกลูกป้อน ส่วนใหญ่เป็นกระตั้วและอัฟริกันเกรย์อาการที่พบได้แก่ กระเพาะพักไม่เคลื่อน ปอดอักเสบ ถ่ายเหลว น้ำหนักลด และตายอย่างรวดเร็วโดยพบอาการเกี่ยวกับขนน้อยหรือไม่พบ ในกลุ่มนี้จึงมักถูกมองข้ามโรคนี้

2.     แบบอาการกับเลือดเฉียบพลัน (acute hematologic form) จะพบในนกแก้วแถบอัฟริกา จึงพบในอัฟริกันเกรย์เป็นส่วนใหญ่ อาการจะพบกับเกี่ยวกับเลือดเป็นหลักและไม่พบอาการเกี่ยวกับขน จะพบในช่วงใกล้หรือหลังลูกป้อน ด้วยอาการอ่อนแรงและซึม เกิดจากภาวะเม็ดเลือดต่ำทุกชนิด(pancytopenia) จึงพบเม็ดเลือดขาวต่ำมากจนอาจไม่พบ (ค่าปกติ 5-11 x10*3/microlit) และเม็ดเลือดแดงต่ำ อาจพบฮีมาโตคริตเหลือเพียง 4% (ค่าปกติ 40-48%) นกจะมีอัตราการตายสูงถึง100%

3.     แบบอาการกับผิวหนังเฉียบพลัน (acute dermatologic form) มักจะพบช่วงอายุ 30 วัน ที่จะมีการงอกของขนพวกก้านแข็งชนิด pennaceous แทนขนอุยหรือ plumalaceous โดยจะพบการเจริญของขนผิดปกติตั้งแต่ระยะแรกสร้างกันเลย ได้แก่ ขนไม่สมบูรณ์แล้วหลุด หักแตก คดงอ จากการเจริญผิดรูปพบเนื้อตายของขนและจุดเลือดออกบริเวณรากขน แม้ว่ารูปแบบนี้จะระบุว่าเป็นอาการเกี่ยวกับผิวหนัง แต่จะพบอาการอื่นๆเป็นอาการสำคัญได้ เช่น กระเพาะพักไม่เคลื่อนหรือเคลื่อตัวช้า และเยื่ออาหาร โดยเฉพาะในนกกระตั้ว เลิฟเบิร์ดและอัฟริกันเกรย์ อาจพบการตายได้ทันทีหรือหลายสัปดาห์หลังพบอาการ

4.     แบบเรื้อรัง (chronic form) เป็นอาการที่แสดงผลจากความผิดปกติที่ขนชัดเจนมากกว่าทุกรูปแบบและมักพบในนกที่มีอายุมากขึ้น ปกติสัดส่วนจะพบมากในช่วงอายุน้อยกว่า 3 ปี แต่มีรายงานพบได้ในทุกช่วงอายุ จนไปถึงนกแก่ก็ยังพบได้ โดยอาจไม่ตาย เว้นแต่จะเกิดติดเชื้อหรือมีโรคอื่นๆแทรกซ้อน จึงสามารถมีอายุได้ยืนกว่ารูปแบบอื่น 

       อาการของรูปแบบนี้จึงเป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด ได้แก่ ขนร่วงทั้งตัว ขนเจริญผิดรูปและไม่สมบูรณ์ซึ่งจะพบรอยขีดตามเส้นขนที่เรียกว่า stress line มาก แต่อาการนี้พบได้จากความเจ็บป่วยอื่นๆ และภาวะทุพโภชนาการได้เช่นกัน พบขนที่ไม่เจริญติดอยู่ที่รูขุมขน ทั้งเป็นเพียงปลอกหุ้ม การคั่งเลือดที่รากขน และส่วนคาลามัส (calamus) และรากขนเป็นกระเปาะ มีรอยคอดก่อนรอยต่อไปที่ก้านขน (rachis) ขนอ่อนแอและหัก 

        ขนจะเริ่มร่วงจากขนอุยก่อน และไปขนกลุ่มปกคลุมร่างกาย ขนหัว ค่อยไปยังขนที่แข็งแรงที่สุดที่เป็นแบบขนแข็งทั้งก้านแบบไม่มีอุยติด เช่น ขนปลายปีกและขนหาง อาการขนร่วงจะรุนแรงมากขึ้นทุกครั้งที่มีการผลัดขนแต่ไม่งอกมาแทน อาการที่จงอยปากและเล็บ จะเกิดขึ้นช้าหรืออาจไม่พบเลย จะเกิดหลังจากขนผิดปกติก่อน (ในนกบางตัวอาจเกิดขึ้นพร้อมๆกัน หรือมีแค่อาการที่ปาก) และมักจะพบในนกไม่กี่ชนิดได้แก่ กาลาห์ มอลัคคัลและกระตั้วหงอนเหลืองหรือซัลเฟอร์  จะพบจงอยปากและเล็บยาวผิดปกติ และมีแผลที่ปาก 
 
อย่าลืมว่า เชื้อชนิดนี้ชอบเซลล์ที่ยังมีการเจริญเติบโตตลอดเวลา ผลทางพยาธิสภาพจึงเกิดขึ้นกับอวัยวะที่มีการพัฒนาเหล่านั้น และการตรวจเลือดและประเมินการทำงานของอวัยวะที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็น 


การติดต่อ

ตัวหลักในการติดต่อคือฝุ่นขน ซึ่งอาจปลิวไปกับอากาศและอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นาน ปนเปื้อนไปกับมูลอุปกรณ์ แมลง และเสื้อผ้าผู้เลี้ยง นกยังแพร่เชื้อผ่านมูล สารคัดหลั่งหรือเสมหะ และติดต่อตัวอื่นจากการหายใจและกินสิ่งปนเปื้อนเชื้อ และแพร่กระจายเข้าสู่ร่างกายไปยังอวัยวะต่างผ่านเม็ดเลือดขาวในกระแสเลือด ตัวที่ป่วยและเป็นพาหะก็จะแพร่เชื้อได้ตลอด

เชื้อนี้ติดต่อได้ง่าย นกที่ไวต่อโรค เช่น กลุ่มกระตั้วและนกจากอัฟริกาก็จะแสดงอาการป่วย นกกลุ่มที่ทนอาจพบการติดเชื้อและสร้างภูมิได้ จึงไม่แสดงอาการ

 
การตรวจวินิจฉัยทำอย่างไรจึงจะแม่นยำ?

เดิมทีค่อนข้างจะยุ่งยาก เพราะเราต้องตรวจด้วยการศึกษาทางจุลพยาธิวิทยา โดยดูจากพยาธิสภาพของขนและปาก จะพบลักษณะ ballooning deneration และ necrosis ของเซลล์เยื่อบุผิวของ epidermal collar, bursa, และ intermediate zone ของก้านขนที่กำลังเจริญ พบการอักเสบแบบ nonsuppurative จะพบเม็ดเลือดขาวที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบต่างๆที่กระเปาะรากขน ต่อมไธมัสและเบอร์ซ่าฝ่อและเกิดการเสื่อม ซึ่งจะส่งผลทำให้นกเกิดภาวะภูมิคุ้มดันบกพร่องได้

จะพบ basophils intranuclear and intracytroplasmic inclusion bodies (H&E) ซึ่งจะคล้ายกับโรคติดเชื้อPolyomavirus

ดังนั้นในปัจจุบันจึงมีการตรวจด้วยเทคนิคพีซีอาร์ (PCR) หรือหาเชื้อโดยตรงจากร่างกายหรืออวัยวะที่มีการติดเชื้อ

ต้องทำความเข้าใจกันอีกว่า วิธีการนี้มีหลายรูปแบบ และมีความไวในการพบเชื้อ (sensitivity) และความจำเพาะ (specificity) ไม่เท่ากัน 

 

วิธีที่นิยมตรวจกันในระยะแรกๆ คือ conventional PCR วิธีนี้จะมีความไวต่ำ เพราะปริมาณเชื้อถ้าน้อยอาจจะตรวจไม่พบ เช่น บางคนนำนกไปตรวจร่างกายขณะที่ไม่แสดงอาการ อาจจะมีเชื้อต่ำ หรือเก็บตัวอย่างเลือดทั้งจากเส้นเลือดเองมีปริมาณน้อยเกินไป รวมทั้งปัจจัยอื่นๆ ทั้งการขนส่ง ระยะเวลา และการเก็บถนอมตัวอย่าง จะมีผลกับการตรวจได้ ทำให้หลายครั้งจะได้ผลเป็นลบ เรียกว่าเป็นลบเทียม (false negative) หรือนกติดเชื้อแต่วิธีการนี้กลับตรวจไม่พบเพราะปริมาณตัวเชื้อน้อยหรือ PCR product น้อยจนไม่พบในการตรวจวิธีนี้ แต่ในกรณีที่นกแสดงอาการชัดเจนจะมีเชื้อมากระยะดังกล่าว โอกาสพบก็จะไวมากขึ้น

 

วิธีที่ถูกแนะนำให้ปฏิบัติคือเทคนิคที่ไปเพิ่มจำนวนเชื้อก่อนให้มากขึ้น หรือเพิ่มโปรดักส์ วิธีนี้จึงไวและแม่นยำกว่า และการเลือกไพรเมอร์ที่มีความจำเพาะกับเชื้อที่สนใจ จึงมีความจำเพาะมากขึ้น เรียกว่าreal-time PCR ดังนั้นการตรวจสุขภาพเพื่อคัดแยกนกที่ยังไม่แสดงอาการจึงควรใช้วิธีนี้ตรวจ หรือตรวจเพื่อดูผลการสร้างภูมิก็จะทำให้มั่นใจมากยิ่งขึ้นว่านกปลอดเชื้อแล้วแท้จริง

 

ดังนั้นเบื้องต้น สัตวแพทย์ควรเก็บตัวอย่างเลือดให้ได้ปริมาตร 0.2-0.5 mL. ในหลอดป้องกันการแข็งตัวของเลือด หากใช้ก้านขนติดเชื้อหยดติดกระดาษก็ต้องชุ่มพอสมควร

 

เราควรทำอย่างไรเมื่อพบว่านกมีผลเป็นบวก?

 

ในกรณีที่ตรวจสุขภาพทั่วไปเพื่อคัดกรองโรคในนกที่ยังไม่แสดงอาการ และเมื่อตรวจผลเป็นบวก อาจเป็นภาวะติดเชื้อและนกสามารถสร้างภูมิป้องกันตัวเองได้ ให้ทำการตรวจซ้ำใน 90 วัน ถ้าผลเป็นลบแสดงว่านกได้มีภูมิและกำจัดเชื้อไปแล้ว แต่หากพบว่าตรวจซ้ำแล้วยังพบผลเป็นบวก ให้สงสัยว่าเป็นนกที่มีการติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการและจะปรากฏอาการในที่สุด อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติมักจะแนะนำให้ทำการตรวจซ้ำทุกๆ 90 วันในนกที่ไม่แสดงอาการร่วมกับการรักษาประคับประคองหรือเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ซึ่งมักเป็น alternative therapy 

 

ทำการแยกกักกันนกที่พบผลบวก โดยเฉพาะนกที่แสดงอาการจะเป็นระยะที่มีการแพร่เชื้อมาก รอจนกว่าผลตรวจจะเป็นลบ และบางครั้งพบว่าผลตรวจเป็นลบแล้ว แต่อาการขนผิดปกติยังพบอยู่ แนะนำให้กักกันต่อจนกว่าจะมีการผลัดขนใหม่เกิดขึ้น

 

นอกจากนี้แนะนำว่า นกที่มีอากาคล้ายโรคอื่นๆ เช่น PDD, Psittacosis, Fledging disease, Bacterial infection ควรตรวจ PBFD ร่วมด้วยเสมอ เพราะอาจเป็นสาเหตุหรือโน้มนำให้เกิดการติดเชื้อแทรกซ้อน 

 

การป้องกันและรักษา

ไม่มีวิธีรักษาที่ได้ผลกับไวรัสชนิดนี้ แต่ควรให้การรักษาแบบประคับประคองร่วมกับป้องกันการแทรกซ้อนของเชื้ออื่นๆ ได้แก่ การจัดการสุขาภิบาล การให้อาหารที่เหมาะสม การรักษาแผล การให้ปฏิชีวนะต้านแบคทีเรียและเชื้อรา เป็นต้น 

ควรทำการตรวจนกเข้าใหม่ด้วย real time PCR และกักโรคจนมั่นใจว่าจะไม่เป็นพาหะ และทำการตรวจโรคสม่ำเสมอในฝูง หมั่นทำความสะอาดฆ่าเขื้อในสถานที่เลี้ยง เพราะเชื้อสามารถมีชีวิตในสิ่งแวดล้อมได้นานมากกว่า 3 ปี

น้ำยาทำความสะอาดและกำจัดเชื้อที่แนะนำ ได้แก่ 1% iodine, sodium hypochlorite, 0.4% B-propiolactone, และ 1% glutaraldehyde ที่ 80 องศาเซนเซียส นาน 1 ชั่วโมงสำหรับอบเครื่องมือ

Powered by MakeWebEasy.com