หน้าแรก บอร์ดสารพัดสัตว์ (WEB BOARD) สมาชิก ติดต่อเรา เกี่ยวกับเรา ชำระค่าบริการ ประชาสัมพันธ์
รู้จักหมอคลินิกกระต่ายคลินิกสัตว์เลื้อยคลาน-ครึ่งบกครึ่งน้ำคลินิกนก ไก่ชนคลินิกสัตว์น้ำคลินิกสัตว์เลี้ยงขนาดเล็กสารพันหมอ สารพัดสัตว์บทความประกอบภาพ พระราชกรณียกิจผู้สนับสนุนคลินิกเฟอร์เรทรู้จักผู้เลี้ยงคลินิกสัตว์ป่า
เข้าสู่ระบบ (Member Log in)
ชื่อสำหรับ Login
รหัสผ่าน (Password)
ลืม Password
สมัครสมาชิก
คลินิกสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษ
โรงพยาบาลสัตว์บางนา
โรงพยาบาลสัตว์เล็ก จุฬาฯ
โรงพยาบาลสัตว์ขวัญคำ (ใกล้ห้าแยกวัชรพล)
คลินิกสัตว์ชนิดพิเศษ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา
โรงพยาบาลสัตว์เล็ก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร
คลินิกนกและสัตว์ป่า
โรงพยาบาลสัตว์สุวรรณชาด
โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
คลินิกพายุรักษาสัตว์
Seacon Pet Park Clinic
โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ
ศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ จุฬาฯ
หน่วยสัตว์เลี้ยงพิเศษ ม.เกษตร
หน่วยสัตว์น้ำ ม.เกษตร
คลินิก กู๊ดดี้ ด๊อก
โรงพยาบาลสัตว์ปากช่อง
โรงพยาบาลสัตว์รัตนโกสินทร์
คลินิกรักษาสัตว์ด้วยใจ
สัตวแพทย์ 4 โพลีคลินิก

การฟักไข่จงอาง

 

 

การฟักไข่จงอาง

          โดย หมอแก้ว (ผศ. น. สพ. สมโภชน์ วีระกุล)

              

                อาจจะเป็นเรื่องแปลกที่หยิบยกเรื่องนี้มาพูดกัน พวกเราคงจะเคยได้ยินเรื่องหมู่บ้านงูจงอางกันมาแล้วบ้าง แต่อาจจะรู้เพียงแค่ว่าเป็นหมู่บ้านที่มีหมองูมากที่สุดในประเทศไทย และมีงูจงอางมากที่สุดด้วย หมองูฝีมือจัดจ้านออกเดินทางจากหมู่บ้าน ไปหากินตามแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ รวมทั้งการข้ามประเทศ เพราะรายได้ที่สูงกว่า งูจงอางที่เลี้ยง เมื่อนานก็จะเริ่มเรียนรู้และเชื่อง ความดุร้ายก็ลดลง วิธีที่จะทำให้คนดูตื่นเต้น ก็คือต้องหาอสรพิษตัวใหม่ เพิ่งหลุดมากจากป่า ซึ่งทั้งหมดเป็นอดีตไปแล้ว เพราะมีการเพาะฟักไข่งูจงอางกันอย่างจริงจังเมื่อหลายปีก่อน เพื่อลดกระแสต่อต้านจากสังคม และกว่าจะประสบความสำเร็จได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

               เมื่อการท่องเที่ยวได้สนับสนุนให้มีการก่อสร้างโรงเพาะเลี้ยงงู (ที่โชว์ไปด้วย) โดยนักวิชาการกลุ่มหนึ่งให้การช่วยเหลือ และนำไปสู่ความคิดในการผสมพันธุ์ และเก็บไข่มาฟัก ซึ่งเดิมอัตราฟักไข่เท่ากับศูนย์ ปัจจุบันอัตราฟักครบร้อยเปอร์เซนต์ และได้นำหลักการเดียวกันมาใช้ในการฟักไข่สัตว์เลื้อยคลานชนิดอื่นๆ

 

               เราจึงอยากจะนำหลักการดังกล่าวนั้นมาเสนออย่างคร่าวๆ

              การฟักไข่งูจงอางในธรรมชาตินั้น พิสดารไปกว่างูชนิดอื่น  คือแม่งูจะวางไข่ในรังที่ทำขึ้นจากกองดินและเศษใบไม้ และวางไข่เป็นชั้นๆ โดยแม่งูเฝ้าไข่อยู่ชั้นบนสุดของโพรงหลุมนั้น จากการบุกป่าฝ่าดง มักจะพบว่ากอไผ่ใกล้ริมน้ำเป็นจุดที่น่าสนใจในการค้นหาหลุมไข่ของพวกเขา  แล้วงูชนิดอื่นๆ เป็นอย่างไร งูหลายชนิดก็วางไข่ในโพรงเช่นกัน ซึ่งมัความอับชื้นสูง แต่ก็มีบางชนิดกกไข่ด้วยตัวเอง อย่างเช่นกลุ่มไพธอน หรือบัว พวกนี้จะคอยหดรัดกล้ามเนื้อเพื่อสร้างอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับเจ้าตัวน้อยในไข่ แต่อัตราการฟักในธรรมชาติน้อยเหลือเกิน

 

               พวกเขาเอาไข่มาฟักโดยการเลียนแบบธรรมชาติ พยายามเข้าใจสรีระของมัน แล้วอะไรที่เราควรจะเข้าใจบ้าง

 

              ไข่ของสัตว์เลื้อยคลานทั้งหมด เมื่อวางลงบนพื้น ตัวอ่อนจะถูกดันให้มาอยู่ในตำแหน่งบนสุดของเปลือกไข่ และเริ่มแบ่งตัวที่บริเวณนั้น หากไข่พลิกคว่ำจะทำให้ไข่แดงที่อยู่ข้างล่างพลิกขึ้นมากดทับ และตัวอ่อนจะตายได้

 

             เปลือกไข่มีช่องระบายอากาศเล็กๆ ทำให้มีการแลกเปลี่ยนอากาศและความชื้นกับภายนอกได้ เปลือกของไข่งู กิ้งก่าเกือบทุกชนิดจะเป็นเปลือกหนัง นิ่ม ขณะที่เต่า กิ้งก่า และงูอีกหลายชนิดมีเปลือกแข็งเหมือนเปลือกไข่ไก่

 

             อะไรคือสิ่งสำคัญในการฟักไข่งู และสัตว์เลื้อยคลานทุกชนิด

             อุณหภูมิ

             ความชื้น

             ความสะอาด

 

            เราจะไม่ขอกล่าวให้แน่ชัดลงไปว่าอุณหภูมิเท่าไรที่เหมาะสม เพราะแต่ละชนิดก็แตกต่างกันไป แต่โดยทั่วไปอุณหภูมิที่เหมาะสมคือ 28-32 C หากสูงกว่านี้ตัวอ่อนมักจะตาย โดยปกติงูป่าจึงมักจะผสมพันธุ์ในช่วงมีนาคม ถึงเมษายน และไปวางไข่ในช่วงฤดูฝนในที่สูงพ้นน้ำท่วม และเราเชื่อกันไหมว่างูตัวเมียสามารถเก็บอสุจิของตัวผู้ไว้ข้ามปี และหลายปีภายในท่อที่เรียกว่า “เซมินัล รีเซบตาเคิล” และวางไข่มีเชื้อได้ทุกปี

 

             ในการฟักไข่ที่เหมาะ จึงวางแผนการผสมพันธุ์เพื่อให้ออกไข่ตามฤดูกาล แต่หากทำไม่ได้ เราต้องทำการควบคุมมันเอง โดยเก็บไข่ไว้ในที่มิดชิด ลดผลกระทบกับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ในการศึกษาของพวกเขา จึงเก็บไข่ไว้ในตู้ฟักไข่ดัดแปลง ปรับอุณหภูมิให้คงที่ ที่ระดับ 30 องศาเซนเซียส

     

              หากเราไม่มีตู้ฟักไข่ เราทำได้อย่างไร...

             โดยการเลี้ยงในกะบะที่ถูกปิดมิดชิด หรือกล่องพลาสติกเจาะรูระบายอากาศ (ไม่ควรกว้าง เพราะงูลอดได้) มีตะแกรงคร่อมอยู่บนน้ำที่หล่อเลี้ยงอยู่เสมอ วางไข่บนพื้นตะแกรงโดยตรง  จะให้ดีให้หาผ้าสะอาดวางรองก่อน ใช้สำลีหรือผ้านุ่มสะอาดวางลองลงไปอีกครั้ง ค่อยๆ วางไข่ที่สะอาด โดยการทำความสะอาดไข่แต่ละฟองด้วยสารละลายเบนซัลโครเนียมคลอไรด์เจือจาง ในกรณีที่ไข่สกปรกมาก หรือเก็บจากป่ามาเพาะอย่างในโครงการที่ได้ทำ เพื่อลดเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อราบางส่วน เช็ดทำความสะอาดไข่ แต่โดยทั่วไปไข่ที่วางในกล่อง ไม่จำเป็นต้องทำความสะอาดอย่างที่ได้กล่าวไป แล้วค่อยบรรจงวางในตำแหน่งเดียวกันที่ได้มาจากรังแม่ พยายามอย่าพลิกไข่ (แต่หลังวางไข่ไม่เกิน 2 วัน โดยประมาณไม่เป็นไร ตัวอ่อนยังไม่ติด) หลังจากนั้นใช้สำลีวางทับอีกครั้ง หลายชั้น โดยชั้นบนจะพรมด้วยน้ำจนเปียก  

             หลายคนอ่านมาจนถึงตรงนี้ คงอยากจะร้องชัก เพราะกลัวเชื้อรากันน่าดู

 

            เพราะสิ่งที่สำคัญไม่แพ้การปรับอุณหภูมิเลย คือความชื้น ไข่งูต้องการความชื้นสูงมาก ตั้งแต่ 80-100% ทีเดียว การพรมน้ำอยู่เสมอจะช่วยให้ไข่สมบูรณ์ และระยะเวลาฟักออกจากไข่เหมาะสม โดยมีถุงแดงติดค้างอยู่ในลูกงูน้อย เสี่ยงต่อการติดเชื้อหลังฟัก การให้ความชื้นและการปรับอุณหภูมิให้ต่ำลง จะช่วยยืดระยะเวลาออกไป หากอากาศร้อนและแห้งน้ำ ไข่จะฟักเร็ว และไม่สมบูรณ์ (หลายคนคงหายสงสัยแล้วว่า ทำไมไข่งูของบางท่านฟักเร็ว บางท่านฟักช้า)

          การพบว่ามีสีดำติดเปลือกไข่ เกิดได้สองกรณีคือเชื้อรา และเปลือกไข่ที่หนาขึ้นตามระยะเวลา แต่กลไกของเปลือกช่วยป้องกันและยับยั้งเชื้อราได้อย่างน่าทึ่ง หากเราทำความสะอาดได้ดีตั้งแต่เริ่มต้น จะมีจุดดำหรือน้ำตาลบ้างอย่าได้กังวลใจ

 

           เราเอากล่องกะบะวางไข่ ไปไว้ในตู้ หรือกล่องที่ใหญ่กว่าอีกที เพื่อควบคุมสิ่งแวดล้อมที่เล็กลง เรียกว่า ทำให้เกิดไมโครเอนไวรอนเมนท์  สิ่งแวดล้อมเล็กๆ ที่สามารถควบคุมได้ง่าย หลายที่ทำโดยไม่มีน้ำหล่อ แต่เพาะในหลุม โดยการนำกล่องไปฝังลงกับดินลึกพอประมาณ  ไม่กลบดิน แต่ปิดด้วยฝาตามปกติ ภายในห้องที่มีความชื้นสูง แสงส่องน้อย อย่างนี้ทำกันเป็นฟาร์ม ติดเทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิ และตัววัดความชื้นเอาไว้ เมื่อพบว่าอุณหภูมิสูง ให้พ่นน้ำช่วย และเปิดพัดลมรอบๆ นอกให้เย็นลง ไม่นานเกินรอ งูตัวน้อยก็จะทยอยฟักออกมา

 

          วิธีสังเกตว่าไข่ตายหรือยัง... ไข่ที่ดีต้องแข็งตึง บวมเป่ง ผิวสะอาด ในระยะแรกหลังจากแม่วางไข่ เปลือกจะยังบาง ควรจะพบสีแดงเรื่ออยู่ (การส่องไข่แบบไข่ไก่ทำได้ระยะแรก แต่จะเห็นเพียงการสร้างเส้นเลือดรอบๆ) ระยะต่อมา จะมองเห็นคราบสีขาวเกาะอยู่ภายในเปลือกไข่ด้านบน คือมีการพัฒนาของตัวอ่อนแล้ว

          ไข่ที่เริ่มมีปัญหาคือไข่เริ่มฝ่อ ผิวหยาบไม่เต่งตึง หากผู้ฟักไข่ ทำการหล่อเลี้ยงความชื้นให้เหมาะสม เมื่อพบว่าไข่เริ่มเหี่ยว พ่นน้ำช่วย ตรวจดูอุณหภูมิว่าไม่สูงเกินไป ไข่ที่ฝ่อก็จะกลับมาคืน และฟักเป็นตัวอย่างแน่นอน

 

           ส่วนไข่เต่า หรือพวกเปลือกแข็ง ก็ใช้หลักการเดียวกัน การฝังกลบก็เป็นทางเลือกที่ดี ขนาดความลึกขึ้นอยู่กับสภาพดิน เต่าตามธรรมชาติจะขุดดินตรงที่เดิมของเขาทุกปี และตำแหน่งในการวางไข่จะต่ำกว่ารอยของดินที่มีสีเข้ม เนื่องจากความชื้นสูงขึ้น ผิวหน้าดินจะแห้งหว่าจะเป็นสีขาว ลองขุดดินแถวกระถางต้นไม้ดู หากจะวางในกระบะก็ทำได้เช่นกัน

 

         อาจจะมีนักเพาะเลี้ยงอีกหลายท่านมีวิธีที่แตกต่าง กรุณานำเสนอเราเพื่อจัดเป็นบทความเผยแพร่ต่อไป จักเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจไม่น้อยเลย

 

 

 

โดย  www.epofclinic.com -- คลินิกออนไลน์สำหรับสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษ

 

ข้อความ ภาพ เนื้อหา ส่วนประกอบใด ๆ ทั้งหมดของเว็บไซต์ ได้รับ ความคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.. 2537 ของไทยโดยชอบด้วยกฎหมาย หากบุคคลใด ลอกเลียน ปลอมแปลง ทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชน จำหน่าย หรือกระทำการใด ๆ ในลักษณะที่เป็นการแสวงหาประโยชน์ ทางการค้าหรือ ประโยชน์โดยมิชอบ ไม่ว่าโดยประการใด ๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จะดำเนินการตามกฎหมาย กับผู้ละเมิดสิทธิดังกล่าวโดยทันที

 

 




อาหารสัตว์ถูกใจ
แฮรริสัน เบิร์ด ฟูดส์
อาหารสัตว์กินเนื้อป่วย
อาหารกระต่ายป่วย
อาหารฟื้นฟูสภาพนกป่วย
อุปกรณ์สัตว์เลี้ยง
รีคัพเวอรี่ฟอร์มูล่า
อาหารนกลูกป้อน
คารฺนิวอร์แคร์
คริคิคอลแคร์
หญ้าทิโมธี
อาหารแฮมสเตอร์ออกโบว์
อาหารหนูเควี่ออกโบว์
อาหารกระต่ายออกโบว์
อาหารนกสูตรออร์แกนิค!!!

 คลินิคออนไลน์สำหรับสัตว์เลี้ยงพิเศษ 
© 2014 All Rights Reserved
Powered by
www.epofclinic.com