หน้าแรก บอร์ดสารพัดสัตว์ (WEB BOARD) สมาชิก ติดต่อเรา เกี่ยวกับเรา ชำระค่าบริการ ประชาสัมพันธ์
รู้จักหมอคลินิกกระต่ายคลินิกสัตว์เลื้อยคลาน-ครึ่งบกครึ่งน้ำคลินิกนก ไก่ชนคลินิกสัตว์น้ำคลินิกสัตว์เลี้ยงขนาดเล็กสารพันหมอ สารพัดสัตว์บทความประกอบภาพ พระราชกรณียกิจผู้สนับสนุนคลินิกเฟอร์เรทรู้จักผู้เลี้ยงคลินิกสัตว์ป่า
เข้าสู่ระบบ (Member Log in)
ชื่อสำหรับ Login
รหัสผ่าน (Password)
ลืม Password
สมัครสมาชิก
คลินิกสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษ
โรงพยาบาลสัตว์บางนา
โรงพยาบาลสัตว์เล็ก จุฬาฯ
โรงพยาบาลสัตว์ขวัญคำ (ใกล้ห้าแยกวัชรพล)
คลินิกสัตว์ชนิดพิเศษ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา
โรงพยาบาลสัตว์เล็ก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร
คลินิกนกและสัตว์ป่า
โรงพยาบาลสัตว์สุวรรณชาด
โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
คลินิกพายุรักษาสัตว์
Seacon Pet Park Clinic
โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ
ศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ จุฬาฯ
หน่วยสัตว์เลี้ยงพิเศษ ม.เกษตร
หน่วยสัตว์น้ำ ม.เกษตร
คลินิก กู๊ดดี้ ด๊อก
โรงพยาบาลสัตว์ปากช่อง
โรงพยาบาลสัตว์รัตนโกสินทร์
คลินิกรักษาสัตว์ด้วยใจ
สัตวแพทย์ 4 โพลีคลินิก

ชนิดและการเลี้ยงสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ

สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำในตู้

         โดย หมอแก้ว (ผศ.น.สพ.สมโภชน์ วีระกุล)

 

สัตว์เหล่านี้ได้รับความนิยมสูงมากขึ้นทุกขณะ แม้จะยังเป็นกลุ่มเล็กๆ เมื่อเทียบกับสัตว์ชนิดอื่น เพราะว่าเลี้ยงกันไม่มาก จึงมักหาข้อมูลในการเลี้ยงไม่ยาก และไม่ได้รับการเอาใจใส่ในวงการสุขภาพ การเขียนหัวข้อนี้ขึ้น โดยเริ่มต้นแนะนำให้รู้จักการเลี้ยงดู และสัตว์ในกลุ่มนี้กันเสียก่อน

 

          การจัดที่อาศัย ขึ้นอยู่กับแต่ละชนิด และท้องถิ่นดั่งเดิม ดังจะได้ยกตัวอย่างข้างล่าง อาจจะกล่าวโดยรวมได้ ส่วนใหญ่จะต้องการพื้นที่แบ่งออกเป็นพื้น และอ่างน้ำต้นๆ ซึ่งต้องมีการจัดการคุณภาพน้ำหรือเปลี่ยนถ่ายน้ำได้ และระมัดระวังเช่นเดียวกับการเลี้ยงปลา รวมทั้งที่หลบซ่อน เช่นกะลา กระถาง หรืออุปกรณ์คว่ำไว้เป็นถ้ำ หรือช่องมุดเล็กๆ  อุณหภูมิที่ใช้เลี้ยงใช้ที่อยู่อาศัยดั่งเดิมเปรียบเทียบ ส่วนใหญ่ต้องการอุณหภูมิต่ำ และมีความชื้นสูง จึงมักนำใบไม้เปื่อยผสมดินร่วนซุยมาเป็นพื้นหนาๆ  ปลูกมอส ตะไคร่ รวมทั้งพืชชอบน้ำ ช่วยทั้งทำให้ความชื้นสูงขึ้น และสร้างทัศนียภาพในตู้หรือสถานที่เลี้ยง ติดตั้งตัวพ่นน้ำ อย่างไรก็ตามตู้ที่ดีควรแบ่งเป็นสองส่วน คือส่วนที่ให้ความชื้นสูง และส่วนที่แห้ง เนื่องจากไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าอย่างไหนที่จะเหมาะสมที่สุด เพื่อให้สัตว์ได้สามารถเลือกเพื่อลดความเครียด ซึ่งทำให้ตายได้ง่าย ดังนั้นตู้เลี้ยงกบบางชนิดจึงค่อนข้างใหญ่ และมีพื้นที่หลากหลาย และติดตั้งหลอกอุลตร้าไวโอเล็ต และหลอดให้แสงอื่นๆ โดยช่วงให้แสง 12 ชั่วโมง มืด 12 ชั่วโมง แสงอุลตร้าไวโอเลตช่วยให้มีการดูดแคลเซียมจากอาหารมาใช้ตามธรรมชาติได้ รวมทั้งช่วยการเจริญเติบโตของพืชต่างๆ

          (คลิ๊ก! เข้าไปดูรูปประกอบ)

 

          อาหาร สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำเป็นสัตว์กินเนื้อ ควรให้แมลงหลากหลายชนิด เช่น หนอนนก ไส้เดือน หากเป็นพวกอาศัยในน้ำเป็นส่วนใหญ่ หรือจิ้งหรีด หรือ หนอนแมลง ลูกหนูเกิดใหม่สำหรับพวกกบขนาดใหญ่ เช่น Bullfrog ในพวกที่อาศัยบนบก พวกขนาดเล็กลงไปให้กินแมลงตัวอ่อน หรือมดก็ได้ ซึ่งขึ้นกับขนาดของสัตว์นั่นเอง และรวมทั้งแมลงมีปีกบินต่างๆ สำหรับพวกจับแมลงบนกิ่งไม้ หรือ arboreal frogs หรือ Tree frogs ต่างๆ นอกจากนี้ยังหัดให้กินเนื้อชิ้นเล็ก เช่นเนื้อปลาในพวกอาศัยในน้ำ เนื้อสัตว์อื่นในพวกบนบก รวมทั้งอาหารสุนัขและแมว พอเขาคุ้นเคย จะสามารถฝึกให้กินอาหารจากมือได้ โดยเฉพาะคางคก อย่างไรก็ตาม ขณะเป็นตัวอ่อนพวกนี้จะกินพืชในน้ำเป็นหลัก และค่อยๆ พัฒนาการล่าเหยื่อ โดยการจับสัตว์น้ำขนาดเล็ก แมลงที่นำมาเป็นอาหารควรเลี้ยงด้วยแคลเซียมและไวตามิน ก่อนนำไปเลี้ยงกบ เพื่อป้องกันการขาดแคลเซียมและไวตามิน โดยการคลุกแคลเซียมและไวตามินในอาหารเลี้ยงแมลง          ผลไม้

 

          ตัวอย่างชนิดที่นิยมนำมาเลี้ยง (คลิ๊ก! เข้าไปดูรูปประกอบ)

         

African clawed toads มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Xenopus laevis เป็นคางคกรูปร่างแปลก ส่วนหลังคล้ายกับตะพาบน้ำ มีแนวของสัน เป็นปุ่มปมด้านข้างตัว และกลางหลัง นิ้วขาหน้าเรียวยาว สำหรับเกาะเกี่ยวได้ดี เลี้ยงในน้ำลึก 10-20 เซนติเมตร ที่อุณหภูมิ 20-26 องศาเซนเซียส ให้อาหารสัปดาห์ละ 2 มื้อ ได้แก่ไส้เดือน หนอน ปลาตัวเล็ก หรือเนื้อชิ้นเล็กๆ ลูกคางคกสามารถให้อาหารกึ่งเหลว หรือละลายเป็นอนุภาคขนาดเล็กๆ

Surinam toads มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Pipa pipa อยู่ในวงศ์เดียวกันกับตัวแรก มีลักษณะหัวทรงแหลม ตัวบาง และคล้ายหนามบริเวณผิวหนังลำตัวส่วนหลัง เป็นแนวสันตามยาว ชอบน้ำที่มีความเป็นกรดเล็กน้อย ที่อุณหภูมิ 26-30 องศาเซนเซียส จะกินปลาเป็นอาหาร หรือป้อนเนื้อ โดยทำเหมือนว่ายังเป็นเหยื่อมีชีวิต

Fire-bellied toads ที่เรียกแบบนั้นเพราะท้องเป็นลายสีแดง อยู่ในสกุล Bombina spp. มีหลายชนิด และมีสีสันหลากสี แต่ละชนิดก็มีความต้องการที่แตกต่างกันไป เช่น ชนิด B. bombina เลี้ยงในตู้เลี้ยงที่มีน้ำและพื้นอย่างละครึ่ง ขณะที่ B. orientalis ต้องเลี้ยงบนพื้น แต่มีความชื้น รวมทั้งมีหลุมของมอสหนาๆ ให้ อุณหภูมิที่เหมาะสมประมาณ 25 องศาเซนเซียส และลดลงที่อุณหภูมิ 10 องศาเซนเซียส ในหน้าหนาว เพื่อให้จำศีล เป็นการกระตุ้นการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติได้

Ceratophrys และ Pyxicephalus toads เป็นคางคกหัวเขา จากอเมริกาใต้และอัฟริกาตามลำดับ ทั้งสองสกุลไม่มีความสัมพันธ์กัน แต่มีลักษณะคล้ายกัน ซึ่งลักษณะสำคัญคือ เหมือนมีเขาอยู่ทั้งสองข้างบนหัวเหนือลูกตา บ้านเรารู้จักกันมากคือ อาเจนติน่าฮอร์น พวกนี้จะตะกละ กินอาหารมาก พวกมันจะซุ่มจับเหยื่อนิ่งๆ ทำตัวกลมกลืนกับสิ่งแวดล้อม การทำตู้เลี้ยงให้มีใบไม้เปื่อยและมอสสุมกันหนาๆ จึงเหมาะสำหรับการซ่อนหรือกลบตัวเอง หรือน้ำที่ท่วมพอตัว มีจอกแหน่ และทำให้อุณหภูมิพอเหมาะสำหรับการเลี้ยง คือ ที่อุณหภูมิ 23-30 องศาเซนเซียส เนื่องจากเป็นผู้ล่า และดุ จึงเหมาะที่จะเลี้ยงตัวเดียว นอกจากฤดูการผสมเท่านั้น

True toads หมายถึงคางคกในวงศ์ Bufonidae ลำตัวมีตะปุ่มตะป่ำ เช่น European common toad, Bufo bufo เลี้ยงที่อุณหภูมิไม่เกิน 20-23 องศาเซนเซียส หรือในกรีนเฮ้าส์ มีใบไม้สุมไว้หนาๆ และความชื้นต้องสูง โดยการพ่นละอองน้ำอยู่เสมอ และพันธุ์ Cane หรือ giant toad, B. marinus เป็นคางคกทะเลจากอเมริกากลาง มีขนาดใหญ่มากกว่า 20 เซนติเมตร การเลี้ยงพวกนี้ต้องมีตู้ขนาดใหญ่ ใช้ตู้ 100 ลิตรโดยประมาณ พวกนี้ตายจากความเครียดหรือการเลี้ยงไม่เหมาะสมได้ง่าย

True frogs หมายถึงกบในสกุล Rana spp. พวกนี้จะผิวเกลี้ยงกว่าคางคก เช่น Bullfrog, Rana catesbeina พวกนี้ต้องจัดตู้ใหญ่ หรือไม่ก็ต้องเป็นกรีนเฮาส์ไปเลย สามารถอยู่ได้หลากหลายอุณหภูมิ แต่ที่เหมาะคือ 20-25 องศาเซนเซียส แต่บางชนิดชอบอุณหภูมิต่ำกว่านั้น อยู่ที่ถิ่นอาศัยดั่งเดิม เช่น European common frog, Rana temporalia เป็นพวกต้องการน้ำน้อย อย่างไรต้องจัดหลุมที่มีพืชของหนาแน่นไว้ และอุณหภูมิต่ำๆ และ Leopard frog, R. pipiens มีถิ่นกำเนิดจากอเมริกาเหนือ

Poison arrow frogs